เรื่องสั้นชุดเล็กๆ :: เธอคนนั้น
posted on 06 Mar 2009 20:45 by almonne
“สวย” นั่นคือความรู้สึกแรกที่ผมเห็นเธอ ผิวขาวนวลเนียน รูปร่างได้สัดได้ส่วน ทวงท่าการเดินที่สง่างามโดดเด่น ดวงตาโตสุกใสเป็นประกาย ใบหน้าสวยคมดูเป็นผู้ใหญ่แต่กลับแฝงไปด้วยความน่ารักแบบเด็กสาวแรกรุ่น
เธอทำเอาผมยืนนิ่งอยู่กับที่ ช่วงเวลาเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ผมรู้สึกว่าหัวใจของผมเต้นผิดปกติ ใบหน้าอยู่ๆก็ร้อนผ่าวอย่างไม่มีสาเหตุ สายตาไม่อาจละจากบุคคลตรงหน้าไปได้ เดินเดินออกจากช่องผู้โดยสารขาเข้าต่างประเทศ แล้วเดินออกไปไกล แต่นั่นก็ไม่สามารห้ามไม่ให้ผมจ้องมองเธอไปจนสุดสายตาได้
“เฮ้ย ไอ้รัฐ” เสียงของเล้งดังขึ้น ใช่แล้วผมลืมเธอไปซะสนิท เหตุผมที่ผมมาที่สนามบินเพื่อมารับไอ้เล้งเพื่อนสนิทผมที่เพิ่งกลับมาจากซัมเมอร์ที่อเมริกา
“อะไร” ผมตอบมันกลับไป เธอคนนั้นหายไปเสียแล้ว ไอ้เล้งมองหน้าผมแบบคนสงสัยอะไรบางอย่างแล้วไม่ทันไรมันก็ถามขึ้น
“โห เจอเพื่อกลับมาจากต่างประเทศซักทีทักแบบนี้นะ ว่าแต่เหม่ออะไรรึเปล่าเนี่ยว่ะ” ผมสะดุ้ง หันกลับไปมองไอ้เล้งแล้วส่ายหน้าทันที ขนาดผมเองยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผมถึงมีปฏิกิริยาแบบนั้นด้วย เล้งมองผมอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก แต่คนอย่างมันเองก็ไม่สนใจอะไรมากๆอยู่แล้ว หลังจากนั้นผมกับมันก็ไปเที่ยวอะไรๆนิดหน่อยฉลองที่มันกลับมาเมืองไทย แต่ถึงอย่างนั้นภาพของเธอคนนั้นที่สนามบินก็ไม่สามารถลบออกไปจากหัวผมได้เลย
-------------------------------------------------------------------------------
นั่นมัน....เธอคนนั้นไม่ผิดแน่ ไม่สิ ต้องใช่เธอแน่ๆ ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้นะ ไม่สิๆ ไม่ใช่ความบังเอิญหรอก ต้องเป็นพระฟ้าบันดาลให้เรามาเจอกันแน่ ทั้งที่ตอนแรกผมเองไม่ได้คิดที่จะมาที่ลานสเก็ตนี่แล้วเท้ๆ แต่อีกครั้งที่ความคิดของผมกำลังโลดแล่นเพลินๆเสียงเสนาะของไอ้เล้งก็ปลุกผมอีกครั้ง
“เฮ้ยๆรัฐ เหม่ออีกแล้วนะเว้ย ทำไมเดี๋ยวนี้เหม่อบ่อยจังว่ะ” นั่นไงคนเขากำลังเคลิ้มๆไอ้เพื่อนตัวดีก็มาขัดจังหวะซะได้
“แกมองอะไรวะรัฐ” ว่าแล้วไอ้เล้งก็ใช้สานตาอันแหลมคนของมันหันไปมองบริเวณเดียวกับที่ผมกำลังจ้องมองไปที่ “เธอคนนั้น” เมื่อครู่ แต่จะเป็นโชคดีหรือร้ายก็ไม่ทราบเพราะว่า “เธอคนนั้น” ของผมได้หายไปจากบริเวณนั้นแล้วเรียบร้อย ผมพยายามสะบัดหัวไล่ภาพของเธอออกจากความคิดพร้อมๆกับพุ่งตัวออกไปยังใจกลางของลานสเก็ตน้ำแข็งอันเย็บเฉียบ
------------------------------------------------------------------------------
“เล้ง รัฐ” เสียงเล็กๆของหว้าเรียกมาแต่ไกล ร่างเล็กบางของเธอเดินเลียบลานสเก็ตมาพร้อมกับร่างบางอีกร่าง หว้าเป็นเพื่อนสาวของพวกผมเออนับว่าเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งเลยก็ได้ เพราะด้วยนิสัยห้าวนิดๆของเธอที่ชอบทำอะไรแบบผู้ชายทำให้ไปไหนมาไหนด้วยกันง่าย แถมนิสัยไม่เอาแต่ใจและเรื่องมากทำให้พวกเราเข้ากันได้ดี แต่กระนั้นก็เถอะเธอเองก็มีความเป็นผู้หญิงเหมือนกัน หว้ามาเรียนสเก็ตได้ประมาณ2-3เดือนแล้ว แถมดูเจ้าตัวจะชอบมากเสียด้วย ส่วนเหตุผลที่เธอมาเรียนที่นี่น่ะเหรอ นั่นไง เดินตามหลังเธอมานู่น
“ไงรอนานไหม” พี่แอน แฟนของไอ้เล้ง อายุมากกว่าพวกเราอยู่สองปี ถึงจะอายุสิบเก้าแล้วแต่เพราะว่าด้วยน่าตาน่ารักและอ่อนเยาว์เหมือนเด็กมอสี่ทำให้ไม่สามารถเรียกคำว่าพี่ออกมาได้เต็มปากซักที ยิ่งผมสั้นประบ่านั้นทำให้พี่แอนดูเหมือนเด็กมากยิ่งขึ้น แถมพี่แอนเป็นนักสเก็ตที่เรียกได้ว่าเก่งสุดๆคนหนี่งทีเดียว ขนาดว่าพอหว้าเห็นปุ๊บก็อยากเรียนสเก็ตปั๊บทีเดียว
“ไม่เลย แอนล่ะเหนื่อยรึเปล่า” นั่นน่ะ หวานกันจริงเลย
“ก็เหมือนเดิมล่ะจ๊ะ แต่ช่วงนี้ครูฝึกเข้มกว่าเดิมนิดหน่อย คงเพราะว่าอาทิตย์หน้าจะลงแข่งแล้วน่ะ” ไอ้เล้งพยักหน้าหงึกๆอย่างเข้าใจ พร้อมกับสายตาเห็นใจอย่างถึงที่สุด
“แหมๆ ไอ้เล้ง ถามแต่พี่แอนนะแกลืมไปแล้วหรอว่าชั้นก็เรียนเหมือนกัน” หว้าที่ท่าจะทนดูความหวานของทั้งสองคนไม่ไหวพูด
“อ่าว ก็ช่างแกสิ แกมันถึกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ไอ้เล้งสวนกลับทันที
“เฮ้ย แกมาว่าฉันถึกได้ไงเนี่ย”
“น่าๆๆ สองคนล่ะก็” ผมรีบห้ามสึกก่อนที่คนในลายสเก็ตจะหันมามองดูเรามากไปกว่านี้ พี่แอนเองก็ดูจะเข้าใจผมไม่น้อย
“นั่นสิจ๊ะ นี่ก็เที่ยงแล้วน้า พี่ว่าเราไปหาอะไรทานกันดีกว่าเนอะ” ไอ้เล้งเงียบทันที ทั้งๆที่ตะกี้ยังจ้องผมอยู่เลย มันพยักหน้าหงึกๆหน้าตาบูดๆเปลี่ยนเป็นยิ้มหวานทันทีทันใด หึ พอแฟนพูดหน่อยเดียวก็เปลี่ยนเป็นคนล่ะคนแล้วเฮอะคนเรา หว้าเองก็เงียบไปบ้างแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
“เออ ไปกินกันสามคนเถอะนะ พอดีไม่อยากไปกินกะไอ้หมอเนี่ยน่ะ” หว้าพูดแหย่หนึ่งที “ล้อเล่นนะ พอดีหว้ามีธุระไปกินกันสามคนล่ะกันนะ เจอกันวันพรุ่งนี้แล้วกันนะ ไปแล้วล่ะ” หว้าโบกมือลาพวกผมทันที แล้ววิ่งออกไปอย่างรีบร้อน
“งั้นไปกินข้าวกัน”พี่แอนพูด เล้งยื่นมือไปจับมือพี่แอนให้ลุกขึ้น แล้วใช้สายตามองมาทางผม ในตอนแรกผมเองก็ว่าจะไปด้วยอยู่หรอก แต่ดูแล้วไม่ไปจะดีกว่า
“ขอบใ จนะครับพี่แอนแต่คราวนี้ผมไม่ไปจะดีกว่า รัฐกลัวหมาแถวนี้กัดเอา” ผมพูดติดตลก พี่แอนหัวเราะชอบใจ
“เจอกันพรุ่งนี้นะรัฐ”
--------------------------------------------------------------------------------------------------
หัวใจผมเต้นแรง ผมดีใจจนเผลอยิ้มกว้างอย่างไม่ทันรู้ตัว แล้วเธอคนนั้นก็หันหน้ามามองที่ผม.....
10 นาทีก่อนหน้านี้ หลังจากแยกทางกับเล้ง ภาพของเธอคนนั้นยังอยู่ในหัวผมอยู่ ผมเลยตัดสินใจกลับมาที่ลานน้ำแข็งอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมเลือกที่จะมาลานสำหรับใช้ฝึกที่เงียบและไม่มีคนเป็นพื้นที่สำหรับนักกีฬาของที่นี้เท่านั้น เพราะหวังว่าผมจะเจอกับเธอคนนั้นอีก ไม่สิ ผมมั่นใจ ผมมั่นใจว่าหากผมมาที่นี้ผมต้องได้เจอเธอคนนั้นแน่นอน แล้วมันก็เป็นจริง
เธอหันหน้ามองมายังผม ตอนนั้นเองเป็นตอนที่ผมเข้าใจคำว่า “หายใจไม่ทั่วท้อง” อย่างถ่องแท้ ในตอนแรกผมคนว่าหากผมได้เจอกับเธอต้องเดินเข้าไปทักเสียหน่อย แต่เมื่อตอนนี้ที่ผมยืนอยู่ตอนนี้ร่างกายของผมกลับหยุดนั่ง ความคิดในหัวตีกันให้วุ่น ใจเต้นเร็ว ฝ่ามือของผมเริ่มมีเหงื่อออก หายใจไม่เป็นจังหวะ และอาการเหล่านี้ก็หนักขึ้นเมื่อเธอคนนั้นจ้องมองมายังผม
“มีอะไร” เธอถาม เสียงของเธอช่างหวานเหลือเกิน ถึงแม้คำพูดจะเย็นชาก็ตาม
“นี่ ฉันถามว่ามีอะไร ไม่ได้ยินรึไง” ผมสะดุ้ง จริงสิในสถานการณ์เช่นนี้ผมควรกล่าวทักทายเธอใช่ไหม แต่ถึงแม้ผมจะสามารถคิดได้แล้วแต่ผมเองก็ไม่กล้าพูดออกไป
“นี่ ฉันถามว่ามีอะไร” เธอถามอีกครั้ง ผมพยายามรอบรวมความกล้าพูดคำทักทาย แต่ก็ไร้ซึ่งผลใดๆ ใบหน้าของเธอบ่งบองอย่างชัดแจ้งว่าไม่สบอารมณ์เอาเสียเลยโดยเฉพาะเมื่อผมไม่ตอบเธอ เธอจ้องหน้าผมซักพักแล้วหันหน้าหนีหายไป เป็นอีกครั้งที่ผมปล่อยเธอหายไปโดยไม่ได้พูดอะไรซักคำเดียว
------------------------------------------------------------------------------------------
“เฮ้ย ไอ้รัฐเป็นอะไรของแกวะ นั่งเศร้าเชียว” ไอ้เล้งเดินมาตบไหล่ผม ขณะที่พี่แอนและหว้ากำลังซ้อมอยู่ในลานเสก็ต ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองหน้ามันด้วยความหวังว่ามันจะเข้าใจสถานการณ์ของผม
“โห ไอ้รัฐหน้าบึ้งเชียวอกหักรึไง”
“เออ” ผมตอบรับมันว่าไปมันก็ไม่ต่างจากคำว่าอกหักนักหรอก ขนาดเมื่อคือผมยังนอนเห็นหน้าเธอเลย สายตาของผมเริ่มเหม่ออย่างไร้ทิศทางแต่ทว่าทันใดนั้นเอง
“เธอคนนั้น” ผมหลุดปากออกมา ผมลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว ไอ้เล้งเดินมากดไหล่ผมแล้วอุทานเสียงดัง
“โห ไอ้รัฐ โค-ตะ-ระ-สวยเลยวะ น่าจีบจริง” ผมหันมองเล้ง สายตาของมันลุกวาว
“จ๊าก” พี่แอนที่เพิ่งออกมาจากลานสเก็ตบิดหูเล้งเข้าเต็มเปา
“แอนน่ะ เล้งล้อเล่นเฉยๆ ว่าแต่แอนดูสิ ผู้หญิงคนนั้นน่ะสวยจริงๆ ไม่น่าล่ะไอ้รัฐถึงเป็นแบบนี้” ไอ้เล้งไม่ว่าเปล่ายังชี้มือไปให้พี่แอนดู
“ไหนๆ ชิ ไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย” หว้าที่เดินมาสมทบว่า
“อุ๊ยนั่นมัน” พี่แอนอุทาน
“ทำไมหรอค่ะพี่แอน”
“นั่น” พี่แอนชี้มือไปที่เธอคนนั้น หน้าตาของพี่แอนตอนนี้ดูตกใจมากทีเดียว“พี่แอนรู้จักหรอครับ” หัวใจของผมกำลังพองโต โดยเฉพาะที่ตอนนี้ พี่แอนได้หยักหน้ารับ
“นั่นน้องนะ” ผมมองพี่แอนงงๆ พี่แอนเองก็เหมือนเข้าใจเลยขยายความให้ “คือ เธอคนนั้นน่ะ ชื่อว่านะ น.หนูสระอะ นะ” ผมพยักหน้าเข้าใจ “นะ” ชื่อของเธอแปลกจริงๆ
“แต่ก่อนเป็นนักสเก็ตมือหนึ่งเลย แต่รู้สึกว่าจะประสบอุบัติเหตุระหว่างแข่งทำให้เล่นสเก็ตไม่ได้ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย บางคนก็บอกว่าเธอไปอยู่เมืองนอกน่ะ”
หัวใจของผมรู้สึกว่าตอนนี้พองโตจนแทบจะระเบิด
“โหหวังสูงเหมือนกันนะเว้ย ไอ้รัฐ” ไอ้เล้งตบบ่าผมเข้าอย่างแรง แต่ผมกลับไม่รู้สึกเจ็บซักนิดตอนนี้จิตใจของผมจดจ่ออยู่กันเธอ “นะ” คนเดียวเท่านั้น
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พวกคนอื่นกลับกันไปแล้ว แต่ผมย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมมาหาเธอโดยเฉพาะ นั่นไงผมว่าแล้วไม่ผิด เธอหันหน้ามามองผมแล้วเดินหนีไป แต่ผมไม่ลดละเดินตามเธอไปเรื่อยๆโดยไม่ให้เธอรู้ตัว เธอเดินมายังลานสเก็ตสำหรับซ้อม ดวงตาสีดำขลิบเหม่อมองออกไปใจกลางลานน้ำแข็ง มันช่างอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก
“นายจะยืนมองอีกนานแค่ไหน” เธอเอ่ย ผมเดินออกมาจากมุมอับช้าๆ ภายในใจยังอดนึกแปลกใจไม่ได้
“มีธุระอะไร” เธอถามผมด้วยคำถามเดิม
“เออ... สวัสดี” ผมกล่าวทักทายแม้มันจะเป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถามสุดๆ หน้าของเธอดูไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
“เออ..นี่ทำไมไม่ลงไปเล่นล่ะ” คราวนี้เธอหันขวับ
“นายจะไปรู้อะไรล่ะ” เธอเริ่มขึ้นเสียง
“ก็สายตาเธอดูอยากเล่นมากๆเลยนี่นา” ผมว่าแล้วเริ่มจูงมือเธอไปใกล้ๆลานน้ำแข็ง เธอสะบัดมือผมออก“หยุดนะ นายจะทำอะไรน่ะ” เธอว่า
“ก็จะพาเล่นสเก็ตไง” ผมตอบแล้วเดินตรงไปจูงมือเธออีก คราวนี้เธอสะบัดมือของผมไม่ออก และในที่สุดผมก็พาเธอมาตรงขอบลานน้ำแข็งได้แล้ว
“ปล่อยนะ” เธอร้องเสียงอ่อย ดวงตาสีดำขลิบดวงสวยเริ่มมีน้ำใสๆไหลคลอ ผมรีบปล่อยข้อมือเธอ เธอทรุดลงทันทีเล่นเอาผมประคองแทบไม่ทัน
“เออ....ฉันขอโทษนะ” ผมกล่าว ผมเองก็เพียงอยากให้เธอไปใกล้ลานแค่นั้น แถมยังไม่คิดว่าเธอจะเล่นร้องไห้เช่นนี้“ฮึกๆ”เธอสะอื้นเล็กน้อยแล้วยกมือเรียวของเธอเช็ดคราบน้ำตาออก ผมยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอ เธอรับไปอย่างรวดเร็ว
“ขอโทษนะ ฉันขอโทษจริงๆ” ผมรู้สึกผิดมากๆ นี่ผมเล่นทำให้เธอร้องไห้เลยหรือเนี่ย เธอส่ายหน้าช้าๆ จมูกของเธอแดงแจ๋ ขอบตาก็ช้ำเป็นรอยแดง
“ช่างเถอะ” เธอกล่าว แล้วพยายามลุกขึ้นยืน
“ฉันจะไปแล้ว” ผมฉุดมือเธอไว้
“อย่างน้อยขอผมเลี้ยงอะไรซักอย่างเป็นการไถ่โทษล่ะกัน” เธอไม่ตอบ แต่ก็ไม่ขัดขืน “เออ..ชอบไอศกรีมไหม”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นั้น ผมกับเธอก็มานั่งทานไอศกรีมในร้านใกล้ๆลานน้ำแข็งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอเดินเข้ามาในร้านแล้วก็สั่งเอาๆๆๆ ท่าทางจะเป็นพวกโกรธแล้วกินเฮอะ ผมคิด ในที่สุดหลังจากจดถ้วยที่สามเธอก็วางช้อนของตัวเองลง
“เฮ้อ” เธอถอนหายใจ
“เป็นไงอิ่มรึยัง คุณนะ” ผมถาม เธอหันหน้ามามองผม แล้วเลิกคิ้วสงสัยว่าผมทราบได้เช่นไร
“พอดีว่าผมรู้จักรุ่นพี่ที่เขารู้จักเธอนะ นะ” ผมพูดแล้วลงท้ายชื่อเธอ ชื่อเธอนี่เหมาะแก่การเรียกจริง
“เอาเถอะ ว่าแต่นายชื่ออะไรมิทราบ” นะถาม อ่าแบบนี้แปลว่าเธออนุญาตให้ผมเรียกชื่อเธอแล้วสินะ
“รัฐครับ เชิญเรียกให้พอใจเลยนะ” ผมอมยิ้ม ดูเหมือนเธอจะแอบหน้าแดงหน่อยๆด้วย
นะไม่พูดอะไรอีกเราจบการสนทนาด้วยคำพูดสั้นๆเช่นนั้น พอผมกลับมาถึงบ้านใบหน้าของผมอมยิ้มแป้นจนคนทุกคนในบ้านทักพอผมจะล้มตัวลงนอน ผมนอนผลิกอยู่หลายครั้งแต่ภาพของนะก็ไม่หายไปเลย ใช่ว่าผมไม่เคยมีความรัก แต่คราวนี้มันไม่เหมือนคราวที่แล้วมาของผม ผมหมุกหมุ่นแต่เรื่องของเธอแบบนี้หรือเปล่านะที่เขาเรียกว่ารักแท้ ในที่สุดผมก็หลับลงจนได้แต่ภายในใจก็ยังมีภาพของนะอยู่ คืนนั้นผมฝันฝันว่าวันรุ่งขึ้นผมเจอกับเธออีกครั้ง....
--------------------------------------------------------------------------------------------------
แล้วก็เป็นจริงดังคาดผมเจอเธอแต่ทว่า.....
ประมาณ10กว่านาทีก่อน
ผมเดินมาที่ลายสเก็ตด้วยอารมณ์ที่หวังจะเจอกับเธอ แน่นอนผมเห็นเธออยู่ตรงที่เดิมที่ผมเจอเธอเมื่อวาน แต่เธอไม่ได้อยู่คนเดียว ตรงหน้าเธอมีผู้หญิงคนนึงที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี หว้า เธอมาทำอะไรที่นี้กันนะ และขณะที่ผมกำลังจะเดินไปทักพวกเธอนั่นเอง
“เรามาดวลกัน” หว้าประกาศ “ถ้าฉันชนะเธอต้องถอยห่างจากรัฐแต่ถ้าฉันแพ้ฉันจะยอมหลีกทางให้แต่โดยดี” เฮ้ยๆๆ เกี่ยวอะไรกับผมล่ะครับนี้ ในตอนนี้หัวผมหนักอึ้ง หว้าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงกัน
“ฉันกับรัฐไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย แล้วทำไมฉันต้องยอมรับคำท้ายจากคนอย่างเธอด้วยมิทราบ” นะตอกกลับเป็นชุด แต่ผมสิไม่รู้ทำไมรู้สึกเจ็บที่หัวใจแปลกๆ
“เฮอะ งั้นฉันจะถือว่าเธอกลัวฉันแล้วกันนะ” หว้ากล่าว แล้วกันหลังให้นะ
“ใครว่าฉันกลัวคนอย่างเธอมิทราบ” นะว่ากลับ “ได้งั้นเรามาดวลกัน ถ้าฉันชนะเธอห้ามยุ่งกับฉันเด็ดขาดเข้าใจ”
“แน่นอน” หว้าหยักไหล่
“แล้วเธอต้องการจะดวลอะไร” นะถาม
“สเก็ตไง” หว้าชี้นิ้วออกไปยังลานน้ำแข็ง ผมถอนหายใจ ถ้าแบบนั้นนะคงไม่เอาด้วยหรอกมั้ง ขนาดเมื่อวานผมฉุดมือยังไงก็ยังไม่ยอมลงนี่นา แต่ทว่า...
“ตกลง” เธอบอกเสียงใส “แล้วเธอจะต้องเสียใจ”
นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้านี้ และตอนนี้คือภาพของเจ้าหญิงที่สวนงามผู้ที่กำลังแหลกว่ายไปในลานน้ำแข็ง ผมจ้องนะตาไม่กระพริบ ทำไมนะ ทำไมเธอคนนี้ช่างสวยเสียจริง หน้าของหว้าตอนนี้คงกำลังกัดฟันแน่นไม่ว่าใครว่าดูก็ต้องให้เธอคนนี้ นะ ชนะอย่างแน่นอน
“กรี๊ด” เสียงนะร้อง ร่างบางของเธอล้มลงบนลานน้ำแข็ง สองแขนยันตัวเองไม่ให้หน้าล้มลง ผมสังเกตเห็นที่ข้อเท้าของเธอมีรอยแผลถลอกอยู่นิดหนึ่งแต่นั่นก็พอให้เลือดไหลได้
“นะ!” ผมวิ่งออกมาจากที่ซ่อน หน้าของหว้าดูตกใจมากกว่าประหลาดใจ “ยืนอยู่เฉยๆทำไมล่ะ ไปช่วยเขาสิ” ผมตะโกนใส่หว้า หว้าเองก็ดูตกใจ
“หยุดนะ” นะตะโกนก่อนที่ผมจะวิ่งเข้าไป ทำให้เท้าของผมหยุดตามไปด้วย
“แต่...”ผมชี้ไปที่แผลของเธอ
“ถ้าฉันทำแบบนี้ก็เท่ากับฉันแพ้สิ” เธอบอก นะพยายามลุกขึ้นจนในที่สุดเธอก็ลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ สีหน้าของเธอบ่งบอกความเจ็บปวดอย่างมากถึงกระนั้นเธอก็ยังพยายามสเก็ตมาที่ขอบลาน ตอนนี้เลือดที่ขาของเธอเริ่มออกมาขึ้น
“พอได้แล้วเธอชนะ ได้ยินไหมเธอชนะแล้วน่ะ” หว้าตะโกนออกไปทันทีกันที่นะล้มลง ผรีบวิ่งไปประคองเธอทันที
“ฉันชนะแล้วนะ” เธอบอกผมแล้วเปลือกตาของเธอก็หลุบลง ผมตะโกนร้องเรียกชื่อเธอดังลั่น ไม่นะ ไม่ ทำไมกัน แต่ก็ไร้เสียงตอนรับจากเธอ
------------------------------------------------------------------------------------------------------
5 วันต่อมา
ผมเดินทางมาที่สนามบินที่ผมได้เห็นเธอครั้งแรก ภาพของเธอที่เดินออกมาจากห้องผู้โดยสารขาเข้ายังวนเวียนอยู่ในจิตใจของผมแม้จนตอนนี้ เธอไปแล้วสินะ ผมคือพลางมองดูท้องฟ้า ภาพของเธอยังสวยงามเสมอ แม้ตอนนี้เธอจะไม่ได้อยู่ใกล้ผม หัวใจของผมเจ็บปวดแบบแปลกๆ ตั้งแต่วันนั้นหว้าก็ขอโทษขอโพยผมเป็นการใหญ่ทั้งน้ำตา เธอบอกว่าเธอชอบผมมานาน เธอไม่นึกว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ ผมเองก็ได้เพียงแต่ตอบเธอกลับไปว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องเช่นนี้เหมือนกัน ส่วนความสัมพันธ์ของผมและหว้าก็ยังคงเป็นเพื่อนเช่นเดิม
ผมเดินกลับบ้านด้วยความหดหู่ภายในจิตใจ ถึงแม้เป็นช่วงเวลาไม่เท่าไหร่ที่ได้พบเจอกับเธอแต่ผมกลับรู้สึกว่ามันช่างเป็นความทรงจำอันมีค่าเท่าที่ผมเคยมี ผมรู้สึกมีความสุขและอยากให้ความรู้สึกนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง ผมกลับถึงบ้านและเดินขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง ผมล้มตัวลงนอน ทำไมนะ ทำไมผมรู้สึกเหงาเหลือเกินเหงาจนแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ และในตอนที่น้ำตาของผมจะไหลออกมานั่นเองเสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น ผมกำลังจะตัดสายแต่คิดอีกทีรับเสียหน่อยคงไม่เป็นไร
“ไง” เสียงหวานปลายสายทักผม
“เหงา” ผมบอกเสียงนั่น
“เค้าก็อยู่ตรงนี้ไง อีกไม่กี่เดือนก็กลับแล้ว” เสียงนั้นบอก
“อื่มๆ ถึงนานรึยัง”ผมถาม
“เพิ่งมาถึง มาปุ๊บก็โทรหานายปั๊บเลยไงล่ะ” เสียงนั้นหัวเราะ “อย่าบอกนะว่าแค่นี้ก็จะร้องไห้แล้วน่ะ”
“ที่ไหนล่ะ แล้วรีบๆกลับมานะ” ผมบอกเสียงนั้น รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เฮอะที่บอกอย่างนี้
“จร้า เอาแบบนี้ยอมบอกเรื่องบางเรื่องก็ได้” เสียงหวานพูดแต่ฟังยังไงเธอก็ยังหัวเราะอยู่ดี
“หืมเรื่องอะไร ยังไงเราสองคนก็ไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่แล้วนิ” ผมสวนกลับอย่างงอนๆ
“ว๊า จริงหรอ แต่ก็นะรู้ไหมทำไมตอนนั้นเค้าแพ้ไม่ได้น่ะ” เธอบอก
“อยากชนะไง” ผมบอกขำๆ
“นั่นก็เหตุผมหนึ่งแต่เหตุผมที่สำคัญกว่านะ คือนะชอบรัฐไง เพราะงั้นนะจะยกรัฐให้คนอื่นไม่ได้ยังไงล่ะ” แล้วเธอก็หัวเราะ “พอๆพูดอะไรก็ไม่รู้วางสายแล้วนะแล้วเจอกันนะ”
“อ๊ะ เดี๋ยวสิ” ผมบอกนะ คำพูดเมื่อกี้รู้สึกจะทำให้หัวใจผมพองโตเหลือเกิน
“อะไรหรอ” นะถามกลับ “อย่าบอกให้พูดประโยคเมื่อกี้อีกนะ”
“ไม่หรอกคือรัฐจะบอกว่า ตั้งแต่รัฐได้เจอนะครั้งแรกตั้งแต่ตอนนั้นรัฐก็รักนะตั้งแต่นั้นและตลอดไปด้วยนะ” ผมพูด อ๊า ผมพูดไปได้ยังไงนะ เขิลเหมือนกันเฮอะ
“อ่า...อื่ม” ดูเหมือนเธอจะอึ้งนิดๆ “งั้นแค่นี้ล่ะ บาย” แล้วเธอก็วางสายอีท่านี้สงสัยจะไม่นิดแล้วเฮอะ
ผมวางโทรศัพท์ไว้ตรงหน้าอกแล้วหลับตาลงใช่แล้วตั้งแต่ตอนนั้นผมก็รักเธอ ตั้งแต่วันนั้นคงมีอะไรบางอย่างเชื่อมเราสองคนให้เข้าหากันเสมอแล้วคุณล่ะพบหรือยังคนที่พรหมลิขิตเชื่อคุณกับเข้าเข้าด้วยกัน